หน้าแรก
สุโขทัยเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของ Unesco
หัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน
เครื่องเงินเครื่องทอง
ผ้าทอสุโขทัย
เครื่องสังคโลก
งานหัตถกรรมอื่นๆ
ร้านนะโมแฮนดิคราฟท์
บ้านปรีดาภิรมย์
ร้านโมทนาเซรามิค
ร้านสุขเสมอ
โรงนาบ้านไร่
ว่าวพระร่วง พระลือ
ว่าวใบไม้
กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์
วิทยาลัยใต้ถุนบ้าน ทุ่งหลวง
ศูนย์เรียนรู้บ้านพระพิมพ์
ศูนย์สืบสานลายสือไทย
สวนปั้นสุข
ร้านสังคโลกอาร์ต
สุนทรีย์ผ้าไทย
ร้านไหมเงิน ไหมทอง
สถานที่ท่องเที่ยว
ประวัติศาสตร์
ธรรมชาติ
ศิลปวัฒนธรรม
แผนที่ท่องเที่ยว
แผนที่ Interactive พื้นที่สุโขทัยศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว
กรมศิลปากร
อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
เทศบาลตำบลเมืองเก่า
ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด
ททท.
อพท.
น้ำ
ระบบนิเวศน์
previous arrow
next arrow
Slider

สุโขทัย CRAFTS AND FOLK ART

เครื่องเงิน เครื่องทองสุโขทัย
เครื่องทองสุโขทัย
ประวัติทองสุโขทัย

     ทองสุโขทัยถือกำเนิดขึ้นในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ แต่คนมักจะเข้าใจกันว่าเป็นทองโบราณในสมัยสุโขทัย ซึ่งแท้จริงแล้วทองสุโขทัยเป็นชื่อเรียกที่มาจากแหล่งกำเนิดที่อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย โดยมีการทำทองเลียนแบบลวดลายโบราณ


     ทองสุโขทัย เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า ทองโบราณ เนื่องจากมีการศึกษาและฟื้นฟูกรรมวิธีการถักทองแบบโบราณขึ้นมาอีกครั้ง เป็นงานศิลปหัตถกรรมที่มีชื่อเสียงของชาวบ้านตำบลท่าชัย และตำบลศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย โดยเชื่อกันว่าจุดกำเนิดของทองศรีสัชนาลัยนั้นเริ่มมาจาก สมัยก่อนมีช่างชาวจีน 2 คนจาก กรุงเทพฯ ชื่อพ้ง กับ ขุ่ย ล่องเรือมาเพื่อหาพื้นที่ตั้งถิ่นฐานทำมาหากิน โดยใช้ฝีมือด้านการทำทอง ในการทำมาหากินเลี้ยงชีพ ในที่สุดก็ตกลงใจตั้งหลักปักฐานอยู่ที่ ตำบลศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ซึ่งเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ เนื่องจากช่างชาวจีนนั้นเป็นคนต่างชาติต่างภาษา การจะเข้ามาตั้งหลักปักฐานทำกินในจังหวัดสุโขทัยจึงจำเป็นที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือจากคนในท้องถิ่น นายเชื้อ วงศ์ใหญ่ คุณพ่อคุณสมสมัยได้เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ และในเวลาต่อมาจึงได้รับการถ่ายทอดวิชาช่างทองจากช่างทองชาวจีนท่านนั้น นายเชื้อใช้เวลาสั่งสมและศึกษาขั้นตอนการทำทองทุกรูปแบบ จนกระทั่งสามารถทำได้ด้วยตัวเอง จึงเปิดร้านทอง ขึ้นมารับทำทองตามสั่ง และปัจจุบันนี้ก็คือ “ร้านทองสมสมัย” นั่นเอง


     จากทักษะการทำทองในวันนั้น ต่อมามีผู้นำสร้อยโบราณมาให้นายเชื้อ เป็นสร้อยสำริดถักสานเป็นลวดลายสร้อยสี่เสา นายเชื้อได้นำสร้อยโบราณนั้นมาศึกษาลวดลาย อย่างละเอียดถี่ถ้วน และได้ทดลองถักสร้อยโดยการใช้ลวดทองแดงถักตามรูปแบบเดิมแต่ไม่สำเร็จ นายเชื้อจึงได้ให้ชาวบ้านที่มีอาชีพจักสานมาลองถักเลียนแบบจนประสบผลสำเร็จ หลังจากนั้นจึงใช้ทองคำสมัยใหม่นำมาถักตามรูปแบบลวดลายโบราณดั้งเดิม มีชื่อเรียกว่า “สร้อยสี่เสา”


     ในเวลาต่อมานายเชื้อก็ได้ถ่ายทอดวิชาช่างทองให้แก่คุณสมสมัย ลูกสาวซึ่งเป็นคนรักในงานศิลปะ จนมีความรู้ความสามารถในการทำทอง คุณสมสมัยได้ใช้พื้นฐานความรู้เรื่องการทำทองที่สืบทอดมาจากคุณพ่อในการแกะลวดลายออกมาว่าสร้อยเส้นนั้นเริ่มต้นและสิ้นสุดการถักอย่างไร ด้วยความตั้งใจจริงของคุณสมสมัย ที่เพียรพยายามค่อย ๆ แกะลายออกมาทีละปล้องทีละข้อ จนสามารถทราบถึงขั้นตอนในการทำ โดยเริ่มจากการขมวดเส้นทองแล้วเริ่มถักเส้นทองนั้นขึ้นมาจนเป็นเส้นสร้อยซึ่งมีลายใกล้เคียงกับต้นแบบดังกล่าว จากนั้นจึงนำลวดทองไปให้ นายเลื่อน ลอยฟ้า คนในหมู่บ้านซึ่งมีพื้นฐานความรู้ในเรื่องการจักสานเป็นคนถักเส้นทองนั้น งานสุโขทัยในช่วงแรกๆ นั้นเป็นงานผลิตตามสั่ง กล่าวคือ เมื่อลูกค้าต้องการสร้อยสักเส้นก็จะนำทองมาให้ทำ ทางร้านก็จะคิดเฉพาะค่าแรงเท่านั้น แบบในช่วงแรก ๆ จะมีไม่หลากหลายมากนักจะเป็นเพียงเส้นถักและลูกปะคำติดลายต่าง ๆ ร้อยกับเส้นถักเท่านั้น ในเวลาต่อมาจึงค่อย ๆ พัฒนารูปแบบมีการเดินลายงานฉลุ และลงยา

เอกลักษณ์ของงานทองสุโขทัย

     เครื่องประดับทองสุโขทัยนับได้ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ด้วยความสวยงาม ประณีต ละเอียดอ่อน แสดงถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวตั้งแต่กรรมวิธีการผลิตด้วยมือตามแบบภูมิปัญญาดั้งเดิม ปัจจุบันแหล่งวัตถุดิบ นำเข้าเนื้อทอง 99.99% จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นเนื้อทองที่ได้มาตรฐาน สีสุกสว่างสวย เรียกกันว่า “สีดอกจำปา”


     ลวดลายบนเครื่องทองสุโขทัยนั้นยังมีความเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น เพราะมีรูปแบบลวดลายโบราณ ซึ่งมีแนวคิดในการออกแบบมาจากสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ ความศรัทธา งานศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น หรือจากธรรมชาติ ซึ่งในช่วงแรกนั้นช่างทองจะได้แรงบัลดาลใจมาจากลวดลายของประติมากรรมปูนปั้น รูปเคารพ ภาพจิตรกรรมบนฝาผนัง ประติมากรรมโบราณสถานต่าง ๆ เช่น วัดมหาธาตุ วัดพระพายหลวง วัดนางพญา หรือจากลวดลายบนเครื่องประดับ รูปเคารพ เป็นต้น


     การพัฒนาของลวดลายเครื่องทองสุโขทัยนั้นมีการคิดค้น และพัฒนาเรื่อยมา จนสามารถแบ่งออกได้เป็นการคิดค้นลวดลายจากสิ่งแวดล้อม 6 กลุ่ม คือ กลุ่มลวดลายพฤกษา เป็นการเลียนแบบลวดลายจากดอกไม้และต้นไม้ เช่น ลายเครือเถา ลายดอกพิกุล ลายดอกบัว ลายพรรณพฤกษา โดยในลวดลายกลุ่มนี้จะใช้เทคนิคการลงยา ซึ่งเป็นการใช้ศิลปะวิทยาการสมัยอยุธยา ใช้แทนการประดับเพชรพลอย เพราะสามารถทำได้ละเอียด โดยแทรกซึมเข้าไปตามรอยเล็กๆ สีที่ลงยานี้ไม่ทำให้น้ำหนักของทองเปลี่ยนไป กลุ่มลวดลายสิงสาราสัตว์ เช่น ช้าง ม้า นาค หงส์


     กลุ่มลวดลายไทยประยุกต์ เช่น ลายกนก ลายกระจัง ลายอุบะ รวมทั้งลวดลายที่เกิดจากจินตนาการและการเลียนแบบปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ เช่น ลายเธค (ดวงไฟตามดิสโก้เธค) ลายหัวใจ ลายเสื่อ ลายเกลียวคลื่น เป็นต้น กลุ่มลวดลายประติมากรรม จากรูปเคารพ ลายปูนปั้น และจิตรกรรมฝาผนังที่บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย อาทิ ลายเครือวัลย์ ลายนางพญา แหวนมังกร ลายนะโม ลายเทพพนม ลายกนก ลายนักษัตรตามปีเกิด


     กลุ่มลวดลายจากสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน อาทิ ลายสุ่ม ลายลูกตะกร้อ ลายตะกรุด ลายมัดหมี่ ลายจักสาน ลายปี๊บ และ กลุ่มลวดลายธรรมชาติ เช่น ลายเม็ดมะยม ลายหยดน้ำ ลายไข่ปลา ลายเถาวัลย์ ลายลูกประคำ

สร้อยคอพิกุลทับทรวงโบราณ
ลายคอมาราตี
รูปแบบที่โดดเด่นอันเกิดจากการคิดค้นของช่างทองสุโขทัย

คือ กลุ่มการถักทองคล้ายกับการถักโครเชต์ มีการถัก 2 แบบ คือ


1. การถักกลม เป็นการถักลวดลายตั้งแต่ สามเสา สี่เสา ห้าเสา หกเสา ถึงสิบเสา ถ้าจำนวนเสามาก เส้นทองจะใหญ่ขึ้น นิยมนำไปทำสร้อยคอ และสร้อยข้อมือ ลายถักที่ประกอบเป็นสร้อยคอ หรือลายสร้อยข้อมือ ได้แก่ ลายกระดูกงู เกลียวเชือก เกล็ดมังกร (มังกรคาบแก้ว) กระดูกแย้ สี่เสา หิ้วเย้า ตะขาบ ผ่าหวาย สายรุ้ง สนเกลี้ยง และพวงมาลา


2. การถักแบน เป็นการถักแบนทำสร้อยข้อมือเป็นลายเปีย ลายเย้า และเคยมีการถักถึงสองร้อยเสา สำหรับถักเป็นเสื้อและกระเป๋า เป็นต้น

เทคนิคที่นำมาสร้างสรรค์งานทองสุโขทัย

นอกจากเครื่องทองสุโขทัย มีความวิจิตรประณีตในการขึ้นรูปทรงเครื่องประดับแล้วฉลุลาย ยังมีเอกลักษณ์ในเรื่องการถม และการลงยาสีร้อนความแตกต่างของ ถมกับลงยา กล่าวคือ


ถม คือ การใช้น้ำยาแต้มลงในร่องลายที่คนไว้ของภาชนะ อาวุธ หรือเครื่องประดับที่เป็นโลหะ แล้วใช้ไฟเป่าหรือเผาให้น้ำยาละลายลงในร่องลายที่ต้องการ จากนั้นจึงลงตะไบและกระดาษทรายให้ผิวโลหะเรียบเสมอกัน ก็จะเกิดลวดลายเด่นชัดขึ้น น้ำยาถมนี้ทำจากโลหะผสมใช้ความร้อนต่ำในการหลอมละลาย


ลงยา คือ การแต้มสีหรือน้ำยาที่ลงในร่องลายของภาชนะ อาวุธ หรือเครื่องประดับที่เป็นโลหะแทนการฝังอัญมณี เดิมใช้เฉพาะสีแดง เขียว ต่อมามีสีเพิ่มคือ แดง เขียว น้ำเงิน และฟ้า


ลงยาราชาวดี คือ การลงยาด้วยน้ำยา สีขี้นการเวก หรือสีฟ้า เขียว ซึ่งเป็นสีที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทรงโปรด ตามคำบอกเล่าของ พระยาอนุมานราชทน ซึ่งเป็นสีที่พบใหม่ ในสมัยนั้นจึงเรียกว่า “ราชาวดี”


ส่วนสีที่ใช้ลงยานั้น เป็นสีอีนาเมล (Enamel) จะมาในลักษณะรูปแบบผง เป็นสีที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยส่วนมากนั้นจะนำเข้ามาจากประเทศอินเดีย ไม่ได้มีแหล่งผลิตเองในประเทศไทย

กรรมวิธีและขั้นตอนการทำทองสุโขทัย

     การทำเครื่องประดับทองสุโขทัยเป็นภูมิปัญญาไทยที่ทรงคุณค่า งานทุกชิ้นที่ผลิตออกมาถือเป็น “งานประณีตศิลป์” ที่สะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณของคนศรีสัชนาลัยโดยแท้จริง ในทุกขั้นตอนการผลิตจะทำด้วยมือ ไม่ใช่เครื่องจักรใด ๆ เพียงแค่ใช้อุปกรณ์ที่ได้มีการประดิษฐ์คิดค้นขึ้นเอง ได้แก่ เครื่องชั่งทอง โต๊ะทำทอง เครื่องมือพ่นไฟ เครื่องมือตีทอง เครื่องรีดทอง เครื่องมือในการชักลวด เครื่องมือแกะทอง เครื่องมือสำหรับตัดทอง เครื่องช่วยจับทอง เครื่องมือที่ช่วยประกอบส่วนต่างๆ และวัสดุอื่นๆ เช่น เพชร นิล จินดาต่างๆ ที่นำมาตกแต่งทองให้สวยงามมากยิ่งขึ้น


1. การหลอมทอง ช่างทองจะนำทองแท่งที่มีความบริสุทธิ์ร้อยละ 99.99 มาหลอม โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่าเป่าแล่น ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ให้ความร้อน พ่นไฟลงไปในเบ้าหลอมเพื่อให้ทองหลอมละลายกลายเป็นของเหลว แล้วเททองลงในรางพิมพ์ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทิ้งไว้จนทองแข็งตัวกลายเป็นแท่ง


2. การตีทอง หรือการรีดทอง นำทองที่หลอมแล้วมาตีเป็นแผ่น โดยวางทองลงบนทั่งแล้วใช้ค้อนทุบให้เป็นแผ่น หรือ นำทองไปรีดเป็นเส้นยาวหรือเป็นแผ่น โดยใช้เครื่องรีดแผ่นทอง และเครื่องชักทอง ทำเป็นเส้นขนาดต่าง ๆ กัน ตามความต้องการ


3. การประดิษฐ์รูปทรงและลวดลาย ทองสุโขทัยนั้นจะมีการประดิษฐ์รูปทรงและลวดลายหลากหลายแบบ ได้แก่ การถักทอง การขึ้นปี๊บ การขึ้นลูกประคำ และการขึ้นเม็ดมะยม โดยมีวิธีการดังนี้


• การถักหรือการสานทอง ในวิธีนี้จะต้องนำทองที่ผ่านการรีดเป็นเส้นลวด จากนั้นจึงนำมาถักเป็นลวดลายตามต้องการ เช่น สร้อยสี่เสา สร้อยหกเสา สร้อยแปดเสา เป็นต้น โดยจะได้เส้นทองเป็นรูปทรงที่มีลักษณะกลมและแบน


• การขึ้นปี๊ป โดยจะใช้ทองที่ตีหรือรีดเป็นแผ่นแล้วนำมาตัดให้เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมขนาดเท่ากัน จากนั้นนำมาประกอบเข้าด้วยกันเชื่อมด้วยน้ำประสานทอง และทำการเชื่อมปิดฝาด้านบน-ด้านล่าง แล้วจึงทำการเจาะรูให้ทะลุตรงกลาง สำหรับใช้ร้อยประกอบขึ้นรูปเป็นตัวเรือนเครื่องประดับ


4. การต้มและย้อมทอง ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนของการทำความสะอาดทองเพื่อไม่ให้มีน้ำประสานทองเจือปน และย้อมเพื่อให้ทองมีสีสวยสุกปลั่งขึ้น ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการทำเครื่องทอง


     การต้มทอง เริ่มจากการนำเครื่องทองที่เสร็จแล้วมาเผาไฟจนสุกแดงร้อนทั่วทั้งชิ้นงาน และนำไปแช่ลงในกรดกำมะถัน เพื่อให้กรดกำมะถันนั้นกัดเซาะโลหะในส่วนที่เป็นน้ำประสานทองออกจนหมด แล้วจึงนำไปแช่ในน้ำเกลือเข้มข้นพักหนึ่ง แล้วนำไปเผาไฟให้สุกอีกครั้ง ล้างด้วยน้ำสะอาด และนำไปต้มในน้ำมะขามเปียก จากนั้นนำทองมาเช็ดทำความสะอาด


     การย้อมทอง เริ่มจากการทำน้ำย้อมทอง ประกอบด้วย น้ำส้มมะขาม กำมะถัน น้ำเกลือเข้มข้น ผสมกันแล้วเอาทองลงไปต้มในน้ำ นำขึ้นมาทำความสะอาดด้วยผงซักฟอก และขัดด้วยแปรง ก็จะได้ทองที่มีสีสุกปลั่ง มีสีสันสวยงาม

การสืบสานงานเครื่องประดับทองสุโขทัย

     การทำเครื่องประดับทองสุโขทัย ของอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัยนั้นถือเป็นงานหัตถกรรมที่มีความละเอียดอ่อน ผู้ที่ต้องการเรียนรู้นั้นจะต้องมีความพร้อม และมีความตั้งใจ โดย นายเชื้อ วงศ์ใหญ่ ได้มีการถ่ายถอดการทำทองสุโขทัยให้แก่ลูกหลาน เครือญาติ และช่างทองคนอื่น ๆ เพื่อนับเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมไม่ให้สูญหาย เป็นการสร้างรายได้ให้กับลูก หลาน ผู้ประกอบการร้านทองได้อย่างมากมาย รวมทั้งยังสร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชนที่ว่างเว้นจากการทำงานหลัก หรือกลุ่มชาวบ้านที่ว่างงานก็จะมาถักทอง โดยเป็นลูก หลาน ในอำเภอศรีสัชนาลัยเอง และเป็นคนต่างถิ่นบ้างเข้ามาเรียนรู้และฝึกฝน จนใครที่มีความสามารถมากก็จะเปลี่ยนอาชีพมาเป็นช่างทำทองแทน และเนื่องด้วยจังหวัดสุโขทัยเป็นเมืองสำคัญ ที่มีแหล่งท่องเที่ยวมรดกโลกอย่างอุทยานประวัตศาสตร์สุโขทัย และอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวที่มีความงดงามทางธรรมชาติอีกมากมาย ทำให้จังหวัดสุโขทัยนั้นเป็นจังหวัดที่ได้รับความสนใจทั้งจากชาวไทยและชาวต่างชาติ เข้ามาท่องเที่ยว และเยี่ยมชม ทำให้งานเครื่องทองสุโขทัยกลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และจัดเป็นงานหัตถศิลป์ที่มีความประณีตงดงาม เป็นมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่น่าภูมิใจ


     ด้วยความงดงามของลวดลายเครื่องทองที่ไม่มีใครทัดเทียมได้ ประกอบกับคุณค่าของงานเครื่องทองตั้งแต่กระบวนการผลิตในทุก ๆ กระบวนการที่ช่างทองศรีสัชนาลัยได้ใส่ความมุ่งมั่น ตั้งใจที่จะสร้างสรรค์ชิ้นงานแต่ละชิ้นให้มีความประณีต งดงาม แล้วนั้น ทำให้กล่าวได้อย่างเต็มปากว่า งานเครื่องทองสุโขทัย เป็นงาน “ประณีตศิลป์” ที่สะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณของคนศรีสัชนาลัยได้อย่างแท้จริง


แหล่งที่มา :

สัมภาษณ์ คุณพิสมัย ผุยพรม เจ้าของร้านไหมเงิน ไหมทอง

สัมภาษณ์ คุณพิชญ์สิตา อัศววงศ์ใหญ่ เจ้าของร้าน บ้านทองสมศักดิ์



•    การขึ้นลูกประคำ คือการนำทองที่ตีหรือรีดเป็นแผ่นแล้วนำมาตอกลงบนรางโอเพื่อให้แผ่นทองนั้นเกิดความโค้งตามขนาดที่ต้องการ จำนวน 2 ชิ้น แล้วนำมาประกบเข้าด้วยกันใช้น้ำประสานทองเป็นตัวเชื่อมให้ติดกัน จากนั้นจึงทำการเจาะรูตรงกลางเพื่อใช้สำหรับร้อยประกอบขึ้นรูปเป็นเครื่องประดับหรือเครื่องเรือน


•    การฉลุลายบนเนื้อทองคำ เป็นเทคนิคการเอาเนื้อโลหะออกโดยการนำแผ่นทองมาฉลุเพื่อให้เกิดเป็นลวดลาย


•    การขึ้นเม็ดมะยม ลูกเงาะ ลูกสน หรือตะกร้อ มีขั้นตอนในการทำคล้ายกัน แต่ขึ้นอยู่กับการตัดลวดและจำนวนดอกไม้ที่โค้ง


•    การเชื่อมทอง เป็นการเชื่อมชิ้นงานแต่ละชิ้นให้ติดกันซึ่งสามารถทำได้ 2 วิธี คือ ใช้น้ำประสานทองเป็นตัวเชื่อม ซึ่งน้ำประสานทองถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ เพราะหากไม่มีน้ำประสานทองแล้วทองก็จะไม่สามารถเชื่อมติดกันได้ ซึ่งก่อนใช้จะต้องนำน้ำประสานมาหลอมเลวในจุดหลอมเหลวที่ต่ำกว่าทอง เพราะเมื่อน้ำประสานทองละลายแล้วจะทำให้ทองยึดติดกันได้ก่อนที่เนื้อทองจะหลอมละลาย กับอีกวิธีหนึ่งคือการเชื่อมโดยใช้ทองเป็นตัวเชื่อมประสาน ซึ่งจะนำทองที่รีดเป็นเส้นมาเชื่อมต่อด้วยน้ำประสานทอง และการเชื่อมโดยใช้ผงทอง เป็นการใช้ตะไบขัดแผ่นทองให้ได้เป็นผงทองและแช่ลงในน้ำประสานทอง หรือเรียกอีกอย่างว่า เผ่งแซ เมื่อจะนำมาเชื่อมทองจะใช้พู่กันขนอ่อนจิ้มผงทองมาแตะตรงจุดเชื่อมแล้วใช้ไฟเป่าเพื่อให้ทองนั้นเชื่อมติดกัน


     ความเข้าใจว่าทองที่น้ำประสานเยอะถือว่าไม่ดี  จริงหรือไม่ ?  นั่นเป็นเพียงความเข้าใจที่ถูกเพียงบางส่วนเท่านั้น   แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะน้ำประสานทองก็คือวัตถุที่มีคุณสมบัติในการเชื่อมทองให้ยึดติดกัน  เพราะฉะนั้นคุณสมบัติของมันจะต้องหลอมเหลวก่อนที่ทองจะละลาย  นั่นคือ  จะต้องมีจุดหลอมเหลวที่ต่ำกว่าทองนั่นเองตัวอย่างเช่น  ทองคำบริสุทธิ์ 99.99% หลอมเหลวที่ 1,064  องศาเซลเซียส   น้ำประสานทองจะต้องมีจุดหลอมเหลวที่ 800  องศาเซลเซียส  เพื่อที่ว่าเมื่อน้ำประสานหลอมละลายแล้วจะทำให้ทองยึดติดกันได้ก่อนที่เนื้อทองจะหลอมละลายนั่นเอง  เป็นหลักการง่าย ๆ  ทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้นงานที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนและมีลวดลายมากก็จะใช้น้ำประสานมาก และค่าแรงย่อมจะต้องสูงตามเช่นกัน  เพราะฉะนั้นเวลาขายคืนนั้น ตามหลักสากลร้านทองจะคิดให้ลูกค้าเฉพาะค่าทองเท่านั้นไม่ได้หมายความว่าจะถูกตัดราคาแต่อย่างใด


ผู้ประกอบการ เครื่องเงิน เครื่องทอง สุโขทัย
PREVIOUS

 

 

NEXT