หน้าแรก
สุโขทัยเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของ Unesco
หัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน
เครื่องเงินเครื่องทอง
ผ้าทอสุโขทัย
เครื่องสังคโลก
งานหัตถกรรมอื่นๆ
ร้านนะโมแฮนดิคราฟท์
บ้านปรีดาภิรมย์
ร้านโมทนาเซรามิค
ร้านสุขเสมอ
โรงนาบ้านไร่
ว่าวพระร่วง พระลือ
ว่าวใบไม้
กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์
วิทยาลัยใต้ถุนบ้าน ทุ่งหลวง
ศูนย์เรียนรู้บ้านพระพิมพ์
ศูนย์สืบสานลายสือไทย
สวนปั้นสุข
ร้านสังคโลกอาร์ต
สุนทรีย์ผ้าไทย
ร้านไหมเงิน ไหมทอง
สถานที่ท่องเที่ยว
ประวัติศาสตร์
ธรรมชาติ
ศิลปวัฒนธรรม
แผนที่ท่องเที่ยว
แผนที่ Interactive พื้นที่สุโขทัยศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว
กรมศิลปากร
อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
เทศบาลตำบลเมืองเก่า
ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด
ททท.
อพท.
น้ำ
ระบบนิเวศน์
previous arrow
next arrow
Slider

สุโขทัย CRAFTS AND FOLK ART

ผ้าทอตีนจก ศรีสัชนาลัย
ประวัติผ้าทอตีนจก ศรีสัชนาลัย

     ผ้าทอตีนจกศรีสัชนาลัย เป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อกันมาของชาวไทพวน ที่มีถิ่นฐานอยู่ที่เมืองเชียงขวาง บ้านพวน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งภายหลังได้มีการอพยพเข้ามาในประเทศไทย เนื่องมาจากการสิ้นเจ้าเมืองของชาวเมืองพวน ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และได้มาตั้งรกรากอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำยม ตำบลหาดเสี้ยว อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ทั้งยังได้นำเอาวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ และความสามารถด้านการทอผ้าซิ่นตีนจกติดตัวมาและมาเผยแพร่ต่อให้กับลูกหลาน กลุ่มคนรุ่นหลังต่อด้วย จนกลายเป็นคำกล่าวติดปากกันต่อ ๆ มาว่า “หญิงเข็นฝ้าย ชายตีเหล็ก” ซึ่งหมายถึงว่า หญิงสาวชาวไทพวนนั้นได้สืบต่อความสามารถด้านการทอผ้า และนำความสามารถนั้นมาสร้างสรรค์เป็นงานหัตถกรรมอันงดงามหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะ “การจกผ้า” ทำให้ บ้านหาดเสี้ยว อำเภอศรีสัชนาลัย กลายเป็นแหล่งวัฒนธรรมการทอ “ผ้าตีนจกศรีสัชนาลัย” ที่รู้จักกันเรื่อยมา

เอกลักษณ์ผ้าตีนจกศรีสัชนาลัย

     ผ้าตีนจกศรีสัชนาลัย มีแหล่งทอที่สำคัญอยู่ที่อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นอยู่ที่การจกลาย “จก” หมายถึง ผ้าที่ทอให้เกิดลวดลายตามที่กำหนด โดยใช้ขนเม่น หรือเครื่องมือที่มีลักษณะเรียวแหลม ควัก หรือล้วง เส้นด้ายพุ่งพิเศษ ให้ปรากฏเป็นลายบนผืนผ้า นิยมใช้วิธีการจกล้วงแบบอิสระ มีการทอลายเต็มผืนผ้า และจกลายเต็ม ลวดลายที่ทอนั้นจะเป็นลวดลายหลักในท้องถิ่นเดิมที่มีอยู่ 9 ลาย ได้แก่

1. ลายเครือน้อย

มีลักษณะเป็นลายน้อยเป็นลายง่ายลายประกอบของลายหลักนี้จึงเป็นลายนกหมู่ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะลาย

2. ลายเครือกลาง

มีลายหลักที่เหมือนกับลายเครือน้อย เพียงแต่มีความยาวในการจกลายเพิ่มขึ้น ลายประกอบของลายหลักนี้เป็นลายนกคาบ ลายพันคีง ลายดอกหมี่และลายสร้อยลา ลายเครือกลางนี้เป็นที่นิยมมาต่อกับซิ่นเข็น

3. ลายเครือใหญ่

ลายหลักที่มีดอกไม้อยู่ตรงกลาง ลายเครือประกอบของลายนี้คือลายนกคุ้ม ลายนกคาบ ลายพันคีง ลายเครือขอและลายเครือใหญ่นิยมนำมาต่อกับซิ่นมุก

4. ลายดอกมนสิบหก

(บางแหล่งเรียกลายสิบหกหน่วยตัด) หมายถึงลายที่มีมุม 16 มุม ลายประกอบของลายหลักนี้จะเหมือนกับลายอื่นทั่วไป แต่จะต้องนำไปต่อกับซิ่นตาเติบ

5. ลายสิบสองหน่วยตัด

หมายถึงลายหลักที่มีขอจำนวน 12 ขอประกอบกัน เป็นดอกมีขาพัน ทำเป็นสามเหลี่ยมและยังมีลายประกอบคือ ลายนกคาบหรือหงส์ตัวเล็กอยู่ด้วย ลายหลักนี้นิยมต่อกับซิ่นตาหว้า

6. ลายแปดขอ

หมายถึง ลายที่มีความเหมือนกับลายสิบหกหน่วยตัด แต่ย่อขนาดให้เล็กลง ลายประกอบ จะเป็นนกแถว ลายหลักนี้นิยมต่อกับซิ่นอ้อมแดง

7. ลายสี่ขอ

หมายถึง เป็นลายขนาดเล็กมีลายประกอบขนาดเล็ก ๆ ใช้ต่อกับผ้าซิ่น ให้เด็กหญิงใส่ ลายหลักนี้นิยมต่อกับซิ่นตาหว้า เป็นลายที่ใช้ในการหัดทอผ้าตีนจก

8. ลายน้ำอ่าง

หมายถึง ลายหลักที่มีหงส์สองตัวคาบดอกไม้รวมกันคล้ายกับว่าหงส์สองตัวคาบอกไม้ในอ่างน้ำนั่นเอง ลายหลักนี้เป็นที่นิยมทอกันมากที่สุดและนิยมเอามาต่อกับซิ่นเข็น

9. ลายสองท้อง

เป็นลายหลักที่มีความแปลกกว่าลายอื่นคือ ครึ่งหนึ่งของลายจะเป็นสีดำ อีกครึ่งจะเป็น สีแดง

     ลวดลายผ้าตีนจกศรีสัชนาลัยที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมานั้นยังล้วนเป็นลวดลายที่มีความหมายเป็นมงคลแก่ชีวิต ยกตัวอย่างเช่น ลายนกคุ้ม หมายถึงอยู่คุ้มเหย้าคุ้มเรือน คุ้มบ้านคุ้มช่อง คุ้มพี่คุ้มน้อง คุ้มผองคุ้มภัย คุ้มลูกคุ้มเต้า คุ้มผัวคุ้มเมีย และยังมีลายนกคู่ หมายถึงอยู่คู่กัน หันหน้าเข้าหากัน ปรองดองสามัคคี และลายดอกหมี ซึ่งเป็นดอกไม้กลิ่นหอมชนิดหนึ่งพบทางเมืองเหนือ แต่ปัจจุบันนี้หายากมากแล้ว และลายเครือขอ หมายถึง เกาะเกี่ยวอยู่ด้วยกัน ไม่หนีหายจากกันไปไหน ส่วนจกหรือสร้อยสา ให้รู้ว่าเป็นเชิงสร้อยสาสวยงาม จกจึงอยู่เชิงผ้าล่างสุด

ศิลปะและภูมิปัญญาผ้าตีนจกศรีสัชนาลัย มีการกำหนดลวดลายเอาไว้ 2 กลุ่มใหญ่ได้แก่ ลายหลัก และลายประกอบ

     ลักษณะการทอผ้าตีนจกนั้นทอขึ้นเพื่อนำไปต่อกับผ้าซิ่นในส่วนต่าง ๆ โดยโครงสร้างของผ้าบ้านหาดเสี้ยวนั้นจะแบ่งเป็น 3 ส่วนด้วยกัน ดังนี้


1. ส่วนหัวซิ่น โดยส่วนมากนั้นจะใช้สีขาวและสีแดงต่อกัน

2. ส่วนตัวซิ่น จะเป็นเป็นผ้าซิ่นลวดลายต่าง ๆ ของไทพวนบ้านหาดเสี้ยว เช่น ซิ่นเข็น ซิ่นตาหว้า ซิ่นตาเติบ เป็นต้น ทั้งนี้แล้วแต่ว่าใครจะเห็นสมควรเอาลายซิ่นใดมาต่อเป็นผืน ส่วนใหญ่จะเป็นโทนสีเขียวเข้ม หรือสีแดง

3. ส่วนตีนซิ่น จะเป็นส่วนที่อยู่ล่างสุดของผ้า เป็นส่วนที่บ่งบอกสถานภาพของผู้สวมใส่ เช่น ถ้าเป็นผู้หญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานส่วนใหญ่จะใส่สีแดงเรียกว่า “ซิ่นตีนแดง” ถ้าแต่งงานแล้วหรือมีอายุมากแล้วก็จะใส่ตีนซิ่นที่เป็นสีดำเรียกว่า “ซิ่นตีนดำ” ส่วนผ้าตีนจกเป็นตีนซิ่นนำมาต่อเพื่อใส่สำหรับงานสำคัญ ๆ

กรรมวิธีการทอผ้าตีนจกศรีสัชนาลัย

วัสดุ/อุปกรณ์

1. กี่ทอผ้า

2. ขนเม่น

3. เส้นฝ้าย

แหล่งวัตถุดิบ

การทอผ้าตีนจกในปัจจุบันส่วนใหญ่เลือกใช้เส้นฝ้ายจากโรงงาน เพราะได้สีที่สม่ำเสมอ มีหลากหลายสีให้เลือก คุณภาพเส้นฝ้ายสม่ำเสมอ ใช้ระยะเวลาผลิตรวดเร็วทันต่อความต้องการ เส้นฝ้ายเข็นมือ หรือ ปั่นด้วยมือ นั้นปัจจุบันไม่มีการผลิตเนื่องจาก แหล่งปลูกต้นฝ้ายในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยเหลือน้อยและมีจำนวนผู้ผลิตในกระบวนการทำเส้นฝ้ายด้วยมือน้อยลง

วิธีการจกลายผ้า

     การสร้างลวดลายบนผ้าตีนจก คือการเพิ่มเส้นพุ่งพิเศษ ลงไปในระหว่างกระบวนการทอ ตัวอย่างเช่น การทอลายนกคุ้ม (ดังรูปด้านบน ที่ใช้เส้นยืนสีแดง 20 เส้น และ เส้นพุ่ง 13 เส้น) โดยการจกผ้าจะเริ่มทำการจกจากขวาไปซ้าย ดังนี้


1. ทอลายขัดให้ได้ตามจำนวนความยาวผ้าที่ต้องการ


2. การจกแถวที่ 1 ใช้ขนเม่นกันเส้นด้ายยืน เส้นที่ 15 และ 16 แล้วสอดเส้นด้ายพุ่งพิเศษสีเหลืองทับ บนเส้นยืนสีแดงเส้นที่ 15 และ 16 ต่อมาใช้ขนเม่นจกเส้นด้ายยืนสีแดง เส้นที่ 12, 13 และ 14 ตามลำดับ เพื่อสอดเส้นด้ายพุ่งพิเศษ สีเหลืองทองทับเส้นด้ายยืนสีแดงเส้นที่ 11 ต่อมาใช้ขนเม่นจกเส้นด้ายยืนสีแดง เส้นที่ 8, 9,10 แล้วสอดเส้นด้ายพุ่งพิเศษทับเส้นด้ายยืนสีแดงเส้นที่ 6 และ 7


3. พุ่งเส้นด้ายพุ่งสีแดง แล้วกระทบให้แน่นด้วยฟืม


4. การจกแถวที่ ๒ ใช้ขนเม่นกันเส้นด้ายยืน เส้นที่ 20 แล้วสอดเส้นด้ายพุ่งพิเศษสีเหลืองทับเส้นด้ายยืนสีแดง เส้นที่ 20 ใช้ขนเม่นจกเส้นด้ายยืนสีแดง เส้นที่ 14, 19 เพื่อสอดเส้นด้ายพุ่งพิเศษ สีเหลืองทับเส้นยืนสีแดง เส้นที่ 16, 17 รวมทั้งสอดเส้นด้ายพุ่งพิเศษสีฟ้า ทับเส้นด้ายยืนเส้นที่ 15 ในทำนองเดียวกัน ใช้ขนเม่นจกเส้นด้ายยืนสีแดง เส้นที่ 13, 14 แล้วสอดเส้นด้ายพุ่งพิเศษ สีเหลืองทองทับเส้นด้ายยืนสีแดง เส้นที่ 10, 11, 12 ตามลำดับ ต่อมาใช้ขนเม่นจกเส้นด้ายยืนสีแดง เส้นที่ 8, 9 แล้วสอดเส้นด้ายพุ่งพิเศษสีฟ้าทับเส้นด้ายยืนสีแดง เส้นที่ 7 เส้นด้ายพุ่งพิเศษสีเหลืองทับเส้นด้ายยืนสีแดง เส้นที่ 5, 6 ต่อมาใช้ขนเม่นกันเส้นด้ายยืนสีแดงเส้นที่ 1, 3, 4 แล้วสอดเส้นด้ายพุ่งพิเศษสีเหลืองทับเส้นด้ายยืนสีแดงเส้นที่ 2


5. พุ่งเส้นด้ายพุ่งสีแดงแล้วกระทบให้แน่นด้วยฟืนทำเช่นนี้เรื่อยไปจนถึงเส้นด้ายพุ่งเส้นที่ 13 ก็จะได้ลายนกคุ้มโดยใช้เทคนิควิธีจกด้วยขนเม่น


ผ้าตีนจกของชาวไทยพวนสามารถแบ่งตามลักษณะการใช้งานออกเป็น 2 ประเภท


1. ซิ่นที่ใช้นุ่งในชีวิตประจำวัน ได้แก่ ซิ่นลายร่องแดง ซิ่นตาหว้า ซิ่นตาผ่าใหญ่ ซิ่นตาผ่าน้อย ซิ่มุก (ซิ่นเข็นตีนแดง) ซิ่นดำปีก ซิ่นแขบแย้ ซิ่นเข็นตีนดำ ซิ่นตามะนาว เป็นต้น


2. ซิ่นที่ใช้ในโอกาสพิเศษ ได้แก่ ซิ่นยก ซิ่นล้วง และซิ่นตีนจก เป็นต้น

การสืบสานงานผ้าตีนจกศรีสัชนาลัย

     ผ้าตีนจกศรีสัชนาลัยของชาวไทพวน บ้านหาดเสี้ยว เป็นผ้าที่ทอขึ้นสำหรับใช้ในเฉพาะพิธีการสำคัญต่าง ๆ เนื่องจากว่าผ้าตีนจกแต่ละผืนต้องใช้เวลาทอนาน ผู้หญิงที่ทอผ้านั้นจะเกิดความรู้สึกหวงแหนและให้ความสำคัญกับผ้ามาก จึงนำมาใช้ใส่ในพิธีสำคัญเท่านั้น เช่น งานแต่งงาน งานบวช งานประเพณีกำฟ้า หรือ ใช้สำหรับเป็นของกำนัล หรือของรับไหว้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ เท่านั้น อีกทั้งในสมัยโบราณยังมีความเชื่อว่า ผู้หญิงชาวหาดเสี้ยวจะต้องทอผ้าตีนจกผืนสวยที่สุดอย่างน้อยคนละ 1 ผืน สำหรับใช้เป็นผ้านุ่งตอนเสียชีวิต หรือสำหรับผู้ที่มีความขยันจะทอผ้าตีนจกอย่างน้อย 3 ผืน


ผืนที่ 1 จะให้ลูกหลานนุ่งให้ตอนเสียชีวิต และนำไปเผาพร้อมกับร่าง

ผืนที่ 2 จะให้ลูกหลานนำไปถวายทานตอนทำบุญอุทิศส่วนกุศลเพราะเชื่อว่าจะทำให้ได้ขึ้นสวรรค์ (ใส่สังฆทาน)

ผืนที่ 3 จะให้ลูกหลานเก็บไว้เพื่อเป็นมรดกตกทอดสืบต่อกันไป


     จากความเชื่อของฝ่ายชายที่ว่า ผู้หญิงที่พร้อมจะออกเรือนแล้ว จำเป็นจะต้องแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทอผ้า โดยเฉพาะผ้าตีนจกให้เป็นที่ประจักษ์ ดังนั้นแล้วผ้าตีนจกศรีสัชนาลัยจึงเป็นเสมือนสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าสตรีที่ทอผ้าได้นั้นมีความพร้อมที่จะเป็นผู้ดูแลครอบครัว และบ้านเรือนแล้ว


     การอพยพมาตั้งถิ่นฐานของชาวไทพวนนั้นได้นำเอาวัฒนธรรม และงานหัตถกรรมการทอผ้าติดตัวมาด้วย ทั้งยังได้มีการเผยแพร่และส่งต่อลูกหลายจากรุ่น สู่รุ่น แต่อย่างไรแล้วในช่วงเวลาหนึ่งผ้าตีนจกศรีสัชนาลัยกลับไม่เป็นที่นิยม ผู้คนไม่นิยมสวมใส่ แต่ด้วยความที่มีเอกลักษณ์อันโดดเด่น ทั้งในเรื่องของลวดลาย ความละเอียดของฝีมือช่างทอ และการผลักดันสนับสนุนโดยการนำผ้าโบราณมาจัดแสดงให้คนรุ่นหลังได้เห็นอยู่เรื่อยมา ทำให้ผ้าตีนจกศรีสัชนาลัยได้รับการฟื้นฟู เป็นที่นิยมขึ้นมาอีกครั้ง และได้มีการเผยแพร่สอนคนรุ่นหลังทอผ้าซิ่นตีนจกสืบต่อกันมาจวบจนปัจจุบัน


แหล่งที่มา :

“ผ้าไทย มรดกแห่งภูมิปัญญาของไทย”

จัดทำโดย ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน)

พิมพ์ครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๕๓

ผู้ประกอบการงานผ้า สุโขทัย
PREVIOUS

 

 

NEXT